10 รูปแบบของโฆษณาบน Facebook และตัวชี้วัดที่เหมาะสม

บทความนี้ เป็นการให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจจะโฆษณาบน Facebook นะครับ เนื่องจากปัจจุบัน Facebook Ad มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก และแหล่งความรู้ในเว็บ ก็มีทั้งเก่าและใหม่ อาจทำให้หลาย ๆ คน ที่ไม่ได้อยู่ในวงการมาตั้งแต่ต้น "งง" แน่ ๆ

และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรู้ด้านการตลาดออนไลน์มากขึ้น เพือรับมือกับวิถีชีวิตที่เปลียนแปลงไปจากไวรัส Covid-19 ด้วย

รูปแบบการโฆษณาของ Facebook Ad นั้นมีทั้งหมด 10 รูปแบบ โดยผมจะแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

กลุ่มรูปแบบพื้นฐาน

กลุ่มนี้เป็นรูปแบบโฆษณาที่มีความซับซ้อนน้อยที่สุด ใช้ได้ง่ายที่สุด และสร้างได้เร็วที่สุดครับ เป็นกลุ่มที่เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น จนถึงมืออาชีพเลยครับ โดยรูปแบบโฆษณาที่ผมจัดอยู่ในกลุ่มนี้ คือ

1. Image (รูปภาพ)

ภาพเป็นสื่อพื้นฐานในการทำการตลาดออนไลน์เลยครับ แบบว่า ทุกคนที่ต้องการทำการตลาดต้องมี ซึ่งการใช้ภาพในการโฆษณานั้น เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด และเร็วที่สุด ในการเริ่มต้นโฆษณาบน Facebook ครับ และแน่นอนว่า เมื่อมันง่ายที่สุด รูปแบบการโฆษณานี้ จึงเป็นรูปแบบที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุดด้วย แต่......อย่าดูถูกนะครับ

สาเหตุที่รูปแบบนี้มีประสิทธิภาพน้อยที่สุดก็เพราะ มันง่าย เลยมีคนใช้ภาพโฆษณาเยอะ ก็เลยทำให้คนเห็นโฆษณา รู้สึกเฉย ๆ กับภาพไปนั่นเอง แต่.....ถ้าคนสร้างภาพนั้น มีการดีไชน์และรู้พฤติกรรมกลุ่มเป้าหมาย... ภาพเด็ด ๆ แค่ภาพเดียว ก็สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงทางการตลาดได้ครับ

ดังนั้น การโฆษณาด้วยภาพนี้ เราไม่ควรมองข้ามนะครับ แต่ควรศึกษากลุ่มเป้าหมาย และสร้างภาพที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายสนใจ ก็จะทำให้รูปแบบนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

10 รูปแบบของโฆษณาบน Facebook และตัวชี้วัดที่เหมาะสม 1

ตัวชี้วัดที่เหมาะสม กับรูปแบบโฆษณานี้ คือ การคลิ๊ก การมีส่วนร่วม และ ตัวชี้วัดตามเป้าหมายของโฆษณา (ซึ่งจะมีให้เลือกในระหว่างสร้างโฆษณาครับ)

ขออธิบายคำว่า "การมีส่วนร่วม" คือ พฤติกรรมของคนที่ทำต่อโพส เช่น การกดไลค์ การคอมเมนท์ การแชร์ เป็นต้น ทุกกิจกรรมที่เกิดกับโพส จะนับเป็นตัวเลขทั้งหมดครับ

โดยตัวชี้วัดที่ผมแนะนำนั้น จะเป็นสิ่งที่บอกว่า โฆษณานั้น "โดน" หรือไม่ครับ  

ส่วนการขายจะเกิดหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการปิดการขายอีกที เช่น หน้าเว็บดีไชน์ให้ปิดการขายได้ไหม?  การแชททำให้ลูกค้าซื้อได้ไหม? หรือ ตัวสินค้าหรือบริการนั้น ตอบโจทย์หรือเหมาะกับลูกค้าที่เข้ามาไหม? เป็นต้นครับ

ผมเคยเจอเคสที่ทำโฆษณา หาคนมาติดต่อเพื่อที่ซื้อได้แล้ว แต่ปิดการขายไม่ได้ เพราะ "ราคา" แพงเกินไปในสายตาของลูกค้า แบบนี้ทางแก้คือ ต้องปรับกลุ่มลูกค้า หรือ ปรับกลยุทธ์การผลิตเพื่อลดต้นทุน ครับ แต่...เคสนี้ต้องการลูกค้ากลุ่มเดิม และตัวเองก็ลดต้นทุนไม่ได้ ทำให้ประสบความสำเร็จค่อนข้างยากครับ

2. Video (วีดีโอ)

วีดีโอ เป็นหนึ่งในรูปแบบการโฆษณาพื้นฐาน ปัจจุบันเป็นที่นิยมมาก เพราะพฤติกรรมคนส่วนใหญ่ชอบดูวีดีโอมากกว่าภาพนิ่งครับ แต่การสร้างวีดีโอนั่น มีต้นทุนทั้งค่าใช้จ่ายและเวลาที่สูงกว่าการใช้ภาพธรรมดา ครับ ดังนั้นวีดีโอจึงเหมาะกับผู้ที่มีงบประมาณทางการตลาดสูงหน่อยครับ

 

สำหรับ ตัวชี้วัดที่เหมาะสม คือ ยอดการเล่นวีดีโอ เวลาเล่นวีดีโอโดยเฉลี่ย และ อัตราการคลิ๊ก (ตัวชี้วัดเปลี่ยนแปลงตามวัตถุประสงค์ของโฆษณาตอนตั้งต่า)

โดยถ้ายอดการเล่นสูง แต่เวลาเล่นเฉลี่ยต่ำ แสดงว่า เนื้อหาที่เขียน กับ ภาพวีดีโอช่วงแรกหน้าสนใจ แต่เนื้อหาจริง ๆ ไม่ผ่าน

ในทางกลับกัน ถ้าเวลาเล่นเฉลี่ยสูงกว่า แสดงว่า เนื้อหาผ่าน และมีความเป็นไปได้ว่า เราโฆษณาเจาะผิดกลุ่มเป้าหมายครับ 

และจากตัวชี้วัดทั้งหมด ถ้าอัตราการคลิ๊กต่ำ (ซึ่งตัวชี้วัดนี้จะเปลี่ยนไปตามวัตถุประสงค์ของการโฆษณาที่เราเลือกตอนตั้งค่า) ก็แสดงว่า โฆษณานี้ ไม่ผ่านครับ เพราะถึงเนื้อหาจะดี คนดูเยอะ แต่ถ้าขายสินค้าหรือบริการไม่ได้ มันก็ไม่เกิดประโยชน์ใช่ไหมครับ?

3. Carousel (ภาพสไลด์)

การโฆษณาแบบภาพสไลค์ คือการนำรูปภาพหรือวีดีโอ หลาย ๆ อัน มารวมกันเป็นโฆษณาเดียว โดยสามารถนำมารวมกันได้ถึง 10 ชิ้น ซึ่งรูปแบบนี้จะเหมาะสำหรับการโชว์ภาพสินค้า หลาย ๆ มุมมอง การโชว์สเปกของสินค้า และการเล่าเรื่องราว เป็นต้น

สิ่งที่ต่างกับสไลค์โชว์คือ ตัวสไลโชว์จะเป็นวีดีโอเลย แต่ภาพสไลค์จะไม่ใช่ และสามารถตั้งให้คนดูโฆษณาใช้นิ้วปัดเพื่อดูภาพหรือวีดีโอถัดไปได้ด้วย

 

 

ตัวชี้วัดที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับว่า เราใช้ ภาพ หรือ วีดีโอ เป็นสื่อครับ และก็ใช้ตัวชี้วัดตามที่ผนแนะนำจาก 2 รูปแบบโฆษณาข้างต้น ตามความเหมาะสมครับ

กลุ่มเน้นเป้าหมาย

รูปแบบโฆษณาในกลุ่มนี้ จัดเป็นกลุ่มที่มีความซับซ้อนในการสร้าง และใช้งาน แต่ก็เป็นกลุ่มที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ด้วยครับ ซึ่งโฆษณาในกลุ่มนี้จะคิดต่างจาก 2 กลุ่มข้างต้นครับ คือ โฆษณา 2 กลุ่มข้างต้นนั้น เริ่มคิดโฆษณาจาก "ตัวสื่อ" เป็นหลัก แต่โฆษณาในกลุ่มนี้จะเริ่มคิดจาก "วัตถุประสงค์" เป็นหลักครับ รูปแบบโฆษณาที่จัดอยู่ในกลุ่มนี้คือ

1. Page Likes (การกดถูกใจเพจ)

รูปแบบโฆษณานี้ หลาย ๆ คนน่าจะรู้จักดี และเห็นกันบ่อย ๆ ในช่วงที่ Facebook เริ่มให้โฆษณาใหม่ ๆ ครับ นั่นก็คือ การโฆษณาโดยเน้นให้มีการกดถูกใจเพจ ครับ

รูปแบบนี้ จัดว่าเป็นรูปแบบที่ใช้งานได้ง่าย และเข้าใจได้ง่ายที่สุดในบรรดารูปแบบต่าง ๆ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ครับ โดยเราแค่เลือกรูป หรือ วีดีโอที่ต้องการ โฆษณา และเขียนข้อความแนะนำ หรือ เชิญชวนให้กดไลค์ ก็ใช้ได้แล้วครับ

ตัวชี้วัดที่แนะนำคือ จำนวนไลค์ และต้นทุนเฉลี่ยต่อไลค์

โดยตัวชี้วัดที่สำคัญที่สุดคือ ต้นทุนเฉลี่ยต่อไลค์ครับ ส่วนตัวผมจะมีเป้าว่า ไม่ควรเกิน 4 บาทต่อไลค์ ถ้าเกินจากนี้ ผมจะไปหากลุ่มเป้าหมายใหม่มาโฆษณาครับ เพราะรู้สึกว่ามันแพงไป แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับประเภทธุรกิจด้วยนะครับ

รูปแบบโฆษณานี้ จะเหมาะกับ การสร้าง Brand Awareness เป็นหลักครับ ไม่เน้นสร้างยอดขาย

2. Post Engagement (การมีส่วนร่วม)

รูปแบบการโฆษณานี้ จะเน้นการสร้าง "การมีส่วนร่วม" ให้กับโพสที่ต้องการ ซึ่งจะเหมาะสำหรับการเพิ่มการรับรู้ไปยังกลุ่มเป้าหมาย และช่วยเพิ่มยอด การติดตาม ให้กับเพจอีกด้วย นอกจากนี้ในระหว่างการสร้างโฆษณาแบบนี้ ยังสามารถใช้ปุ่ม "Like Page" ได้ด้วย ทำให้การโฆษณานี้ เป็นการสร้าง "การมีส่วนร่วม" และให้คนกดไลค์เพจไปในตัว เป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว นั่นเองครับ

สิ่งที่แตกต่างระหว่าง Page Likes กับ Post Engagement คือ Post Engagement จะใช้สื่อโฆษณา คือ ตัวโพสในเพจ แต่ Page Likes จะใช้รูปภาพ หรือ วีดีโอ โดยเฉพาะครับ

ดังนั้น ตัวชี้วัด หรือ "วัตถุประสงค์" ของการโฆษณาที่เหมาะสมคือ จำนวนของการมีส่วนร่วม เป็นหลักครับ

ส่วนตัวผมจะชอบใช้โฆษณารูปแบบนี้บ่อย ๆ เพราะเราใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วมาโฆษณา นั่นเองครับ

รูปแบบโฆษณานี้ สามารถช่วยสร้างยอดขายได้ โดยตั้งค่าปุ่มให้เหมาะสม เช่น ปุ่มแชท เพื่อทำให้คนคลิ๊กสามารถมาคุยในห้องแชทได้ทันที เป็นต้นครับ

3. Collection (คอลเลกชั่น)

รูปแบบโฆษณานี้สามารถใช้ ภาพ หรือ วีดีโอ ร่วมกันได้ โดยการนำเสนอ จะแสดงเป็นตารางภาพ ทำให้มีดีไชน์คล้าย ๆ กับร้านค้าออนไลน์ ซึ่งเหมาะสำหรับการโฆษณาสินค้า หรือ ไอเดีย เป็นหลัก

 

 

ตัวชี้วัดที่เหมาะสม คือ ปริมาณการรับชม และคอนเวอร์ชั่น ครับ

"คอนเวอร์ชั่น" คือ จำนวนคนที่ยอมทำตามสิ่งที่เราวางแผนไว้ เช่น เมื่อมีคนเข้าเว็บไชต์ เราอยากให้คนเหล่านั้น สมัครรับข่าวสารจากเราด้วย จำนวนคนที่สมัครรับข่าวสารก็คือ ค่า "คอนเวอร์ชั่น" นั่นเองครับ ดังนี้ค่านี้ จัดเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สำคัญในการวัดประสิทธิภาพของแผน

และจุดเด่นอีกอย่างของ รูปแบบโฆษณานี้คือ คนที่สนใจสามารถซื้อสินค้าใน Facebook ได้เลยครับ เนื่องจากคอลเลกชั่นนั้น จะใช้ได้ต้องเปิดร้านค้าใน Facebook ด้วย

ดังนั้นรูปแบบโฆษณานี้ จึงเน้นสร้างยอดขายโดยเฉพาะครับ 

4. Event Responses (การตอบรับงานกิจกรรม)

รูปแบบโฆษณานี้ คือการแจ้งนัดหมายของการจัด Event ครับ เช่น การประชุม การจัดงานแสดงสินค้า การเปิดคอร์สเรียน เป็นต้น เหมาะสำหรับการโฆษณาให้คนเข้าร่วมงานดังกล่าวให้มากที่สุด นั่นเองครับ โดยจะสามารถใช้รูปภาพหรือวีดีโอ เพื่อการโฆษณาในรูปแบบนี้ได้

ตัวชี้วัดที่เหมาะสม คือ จำนวนคนที่สมัครเข้าร่วมงาน ครับ

ตัวชี้วัดนี้ อาจจะเป็นตัวชี้วัดที่ยากหน่อย แต่คำถามคือ เราจัดงาน Event แล้วมาโฆษณาเพื่ออะไร? ก็เพื่อให้มีคนเข้าร่วมเยอะ ๆ ไงครับ ดังนั้น ตัวเลขอื่น ไม่ต้องสนใจมาก มุ่งมาที่ตัวเลขผลลัพธ์เลยดีกว่า แล้วค่อยคิดย้อน เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาอีกทีครับ

รูปแบบโฆษณานี้ สามารถใช้งานได้ 2 มุมมอง คือ มุมมองในการสร้างยอดขาย ถ้า Event นั้นเป็นการสร้างรายได้ เช่น การจัดคอนเสริต์ และการจัดสัมมนาแบบเสียเงิน เป็นต้น อีกมุมมองหนึ่งคือ การสร้าง Brand Awareness และความน่าเชื่อถือ เช่น การจัดสัมมนาฟรี การสาธิตสินค้าออนไลน์ เป็นต้นครับ

5. Offers (ข้อเสนอ)

ข้อเสนอ เป็นรูปแบบโฆษณาที่เข้าใจง่ายมาก ๆ ก็คือ การเสนอสิทธิพิเศษให้กับคนที่เห็นโฆษณานั่นเองครับ เช่น โค้ดส่วนลด หรือ การแจกฟรี เป็นต้น โดยสามารถใช้ภาพหรือวีดีโอ ในการสร้างโฆษณาแบบนี้ได้

ตัวชี้วัดที่เหมาะสม คือ ยอดคนคลิ๊ก และยอดขาย ครับ

รูปแบบโฆษณานี้ เป็นรูปแบบโฆษณาเดียวที่ผมเอา ยอดขายมาเป็นตัวชี้วัดตรง ๆ โดยผมจะเทียบยอดขาย กับยอดคนคลิ๊กครับ เพื่อวิเคราะห์ว่า ส่วนลดที่เราให้นั้น โดนใจ กลุ่มเป้าหมายไหม?

6. Lead Generation Ads (โฆษณาการสร้างลูกค้าเป้าหมาย)

โฆษณาเพื่อสร้างลูกค้าเป้าหมายนี้ เป็นรูปแบบโฆษณาที่อาจจะเข้าใจยากสักหน่อย สำหรับคนที่ไม่ใช่นักการตลาดนะครับ เพราะผลลัพธ์ที่ได้จากโฆษณานี้ ไม่ใช่ลูกค้าซะทีเดียว แต่เป็นคนที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้าแทนครับ ซึ่งภาษานักการตลาดจะเรียกว่า "Lead" นั่นเอง

การสร้าง Lead เป็นหนึ่งในเป้าหมายพื้นฐานของการทำการตลาดออนไลน์ในปัจจุบันครับ โดยเฉพาะในหมู่ของ อเจนซี่โฆษณา ต่าง ๆ เพราะการหา Lead ให้ได้นั้น ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงราคาขายมาก (แต่ยังคำนึงยอดขายนะครับ) แต่จะคำนึงถึง ปัญหาของกลุ่มเป้าหมาย และ สร้างเนื้อหาเพื่อชี้ประเด็นที่สินค้าหรือบริการ จะมาช่วยแก้ปัญหาให้ได้ ครับ 

โดยการปิดการขาย จะเป็นในส่วนของตัวผู้ประกอบการเอง ที่จะต้องสรรหาวิธีในการทำให้ Lead เปลี่ยนมาเป็น "ลูกค้า" ให้ได้ครับ

ทั้งนี้ อเจนซี่ บางเจ้าก็จะมีเป้าหมาย ในสร้างลูกค้าให้ได้ก็มีนะครับ แต่ อเจนซี่กลุ่มนี้ จะต้องเข้าไปยุ่งกับตัวสินค้า เช่น รูปแบบของสินค้า รวมถึงราคา ด้วย ดังนั้น ผู้ประกอบการที่ไม่ชอบให้ใครมายุ่งกับตัวสินค้า หรือมาช่วยกำหนดราคา ก็มักจะไม่ชอบครับ

ตัวชี้วัดของรูปแบบโฆษณานี้ คือ คอนเวอร์ชั่น ครับ

เพราะการจะเกิด Lead ขึ้นมาได้ เขาจะต้องถูก "คอนเวอร์ชั่น" จากกลุ่มเป้าหมายทั่วไป กลายมาเป็น Lead ไงล่ะครับ 

7. Instant Experience (อินสแตนท์เอ็กซ์พีเรียนซ์)

อินสแตนท์เอ็กซ์พีเรียนซ์ คือ รูปแบบโฆษณาที่จะมีการแสดงผลแบบเต็มหน้าจอ ที่คนชมโฆษณาสามารถมีปฎิสัมพันธ์ได้ เช่น การเลื่อนรูป การคลิ๊กและไปหน้าถัดไป เป็นต้น

โดยการโฆษณารูปแบบนี้ จะสามารถใช้สื่อได้หลากหลายรูปแบบ รวมถึงนำโฆษณารูปแบบอื่นมาโชว์ ได้แก่ ภาพสไลด์ ภาพเดี่ยว วิดีโอ สไลด์โชว์ และคอลเลกชั่น ซึ่งสิ่งที่แตกต่างคือ อินสแตนท์เอ็กซ์พีเรียนซ์ จะแสดงผลเต็มหน้าจอนั่นเอง

อินสแตนท์เอ็กซ์พีเรียนซ์ นั้นเหมาะกับการโฆษณา ที่ต้องการนำเสนอสื่อที่ดูตระการตา ต้องการสร้างความประทับใจให้กับผู้ที่เห็นโฆษณา รูปแบบโฆษณานี้จะเห็นบ่อย ๆ ในแอปมือถือครับ ส่วนใหญ่จะใช้โฆษณากับแอปและเกมครับ

 

 

ดังนั้น ตัวชี้วัดที่เหมาะของรูปแบบโฆษณานี้คือ จำนวนการคลิ๊ก เวลาในการดูอินสแตนท์เอ็กซ์พีเรียนซ์ และเปอร์เซ็นต์การดูอินสแตนท์เอ็กซ์พีเรียนซ์

จากตัวชี้วัดจะเห็นว่า เป็นการวัดว่า อินสแตนท์เอ็กซ์พีเรียนซ์นี้ โดน หรือไม่ นั่นเองครับ

 

สุดท้าย ขอบอกอีกนิดว่า ในระหว่างการสร้างโฆษณาใน Facebook นั้น ระบบสร้างโฆษณาไม่ได้มีการแยกรูปแบบโฆษณาชัดเจน ตามหัวข้อที่ผมอธิบาย และบางรูปแบบโฆษณาก็ มีการใช้ร่วมกันได้ ดังนั้นผมแนะนำให้อ่านบทความนี้ โดยเน้นถึงความเข้าใจและแนวทางการใช้งานเท่านั้น และนำความรู้ไปปรับใช้ในการสร้างโฆษณาใน Facebook จริงอีกทีครับ

ที่มาของข้อมูล : https://www.facebook.com/business/ads-guide 

สร้างคุณค่าให้ธุรกิจของลูกค้า โดยให้บริการตั้งแต่ การออกแบบเว็บไชต์ การเขียนโค้ดรายงานพิเศษ การให้บริการพื้นที่เว็บไชต์ การโฆษณาออนไลน์  และการให้คำปรึกษาเพื่อพัฒนากลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

ติดต่อเรา

© COPYRIGHT 2020 BRIGHT WISDOM – ALL RIGHTS RESERVED. MADE  WITH ❤️ + 🔥
© COPYRIGHT 2020 Bright Wisdom – ALL RIGHTS RESERVED. MADE WITH ❤️ + 🔥
linkedin facebook pinterest youtube rss twitter instagram facebook-blank rss-blank linkedin-blank pinterest youtube twitter instagram